2009/Oct/27

เรื่องนี้มัีนพูดยาก

ผมพยายามที่จะเรียนรู้ในการใช้ชีวิต
เวลาหัวเราะก็อยากจะหัวเราะให้ดังสะใจที่สุด เพลิดเพลินได้กับอะไรง่าย ๆ
เวลาเศร้าก็เรียนรู้ธรรมมะ คุมใจตัวเอง
อะไรฟังได้ก็จะฟัง อะไรล้มเหลวก็เป็นบทเรียน
 
ผมเรียนรู้ เพราะผมอยากเอาชีวิตให้อยู่
คนแก่ที่ไม่พอใจตัวเองในบั้นปลายเห็นมาเยอะแล้ว ผมไม่อยากให้ตัวเองเป็นอยากนั้น

ชีวิตมันก็กระท่อนแท่นไปตามทางของมัน ผมหัวเราะเยอะ ร้องไห้น้อย แต่เศร้าบ่อยชิบหาย เพราะเสือกเป็นคนคิดมาก 
แต่นั่นก็ดี ความคิดทำให้ผมไม่ค่อยเหงา ความคิดมันทำให้ผมรู้สึกแย่จนทะลุเป็นความสว่างในอีกรูปแบบหนึ่ง
ผมคิดจนได้รู้ว่า เพราะผมคิดจึงเศร้า ไม่ใช่ เศร้าจึงคิด 
รู้ว่าความคาดหวังของผมมันไร้สาระ เสียเวลา สู้เอาเวลานั้นไปคุยกับหมายังจะดีกว่า(อนึ่ง - คาดหวัง เป็นคนละอย่างกับ คิดว่าตัวเองมีหวัง)

น่าจะเหมือนกับการที่ผมเขียนหนังสือ ผมเขียนหนังสือเยอะพอสมควร ก็เขียนมั่วๆซึ่วๆไปตามเรื่อง เพื่อที่วันหนึ่งเมื่อผมกลับไปอ่าน จะได้เรียนรู้และเข้าใจว่าสิ่งที่ผมเขียนมันห่วย
การมีชีวิตห่วยๆเลยน่าจะดีเหมือนกัน อย่างน้อย ทุกสิ่งที่มันแย่ๆ เราก็ผ่านมาได้แล้ว

ผมว่า การเรียนรู้และเข้่าใจ กับ การใช้ชีวิตต้องเป็นของคู่กัน
ยิ่งผมใส่ใจ ยิ่งพยายามกับเรื่องเท่าไร ผมจะยิ่งเก๋าชีวิตมากขึ้น
ถึงตอนที่แก่กว่านี้ ผมจะหัวเราะได้อย่างสบายใจกับคำด่า คำนินทา
เพราะเรียนรู้ว่ามันก็เป็นเพียงแค่ลมปาก
ผมไม่ต้องไปเล่นกีตาร์แล้วร้องเพลงเศร้าหรือเขียนระบายความรู้สึกแย่ๆอีก
เพราะตัวผมได้เข้าใจความเศร้าอย่างถ่องแท้


ทว่ามีเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้ความคิดนี้เป๋อย่างช่วยไม่ได้

ตอนผมไปค่ายรับน้องที่มหาวิทยาลัย จะมีพิธีบ่ายศรีสู่ขวัญ 
ช่วงบทสวด นิสิตหลายคนของขึ้น องค์ลง พนมมืออยู่ จู่ๆก็ร้องไห้ฟูมฟายอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย รุ่นพี่ต้องรีบวิ่งเข้ามาแบกคนเหล่านั้นออกไปนอกหอประชุม
ผมตกใจมาก แต่พอดีไม่ได้เป็นคนเชื่อเรื่องพวกนี้
เลยคิดว่าน่าจะเป็นเพราะพวกเขากลัวจนคุมสติไม่อยู่มากกว่า
เพราะบรรยากาศตอนนั้นมันชวนสยองบรึ๋มบรึ๋ยจริง ยิ่งได้เห็นภาพคนล้มฟุบลงไปร้องไห้ กระจายตามที่ต่างๆหอประชุม ท่ามกลางเสียงบทสวดหลอนๆและแสงสลัวๆ มันก็ทำให้ผมเองพาลมือไม่สั่นเหมือนกัน
แต่ก็ไม่คิดจะเชื่อหรอกนะครับ จนเมื่อมีคนหนึ่ง(ที่นั่งค่อนข้างจะใกล้กับผม)อยู่ดีๆก็ลุกขึ้นมาร่ายรำและทำตาลอยๆ
ผมก็ถึงกับต้องร้อง โอ้ว แม่ เจ้า ไอ้ เหี้ย เยะ ตะ เข้ ออกมาในใจดังๆ
มันขนลุก น่ากลัว ที่สำคัญคือมันคำให้ผมสับสนและเคว้งมากๆ ผมรู้สึกว่าโลกที่ผมได้พยายามเรียนรู้และเข้าใจมาตลอดได้พังครืนลงไปด้วยสิ่งที่ไม่สามารถอธิบายได้
เหมือนผมเห็นโลกเป็นสามมิติ และเหตุการณ์นั้นก็มาเบิ๊ดกระัโหลกผมแล้วบอกว่า ฟายเอ้ย โลกแม่งมีสี่มิติโว้ย

ผมไม่ได้เอาเรื่องมาคิดต่อจริงจัง(เพราะไม่รู้จะเข้าใจเรื่องพวกนี้ได้ยังไง)
พอผ่านไปสักพัก ทุกอย่างเลยเลือนหายไป
แม้จะมีเพื่อนผมหลายคนเล่นของ
บางคนเอารูปปั้นพระพิฆเนศมาวางบนโต๊ะในห้อง บางคนมีผ้ายันตร์  บางคนก็ซื้อธูปเทียนมาเป็นของฝากกัน(แล้วมีวิจารณ์กันว่าธูปยี่ห้อไหนหอมยังไง)
แต่ผมก็ไ่ม่ติดใจอะไร คิดว่ามันงมงายด้วยซ้ำ

ล่าสุด พี่ผมเพิ่งไปบวชมาหนึ่งพรรษา  มันกลับมาเล่าประสบการณ์อันช่างเหนือจริง เหลือเชื่่อให้ผมฟัง
ผมขนลุกซู่อีกหนึ่งคำรบ แล้วชีวิตกูได้กลับมาสู่ความเคว้งอีกครั้ง

ถ้าหากโลกแม่งมีสี่มิติจริง 
อย่างนี้ สมมุติต่อให้ผมพยายามเรียนรู้และเข้าใจชีวิตแค่ไหน
แต่ถ้าชาติที่แล้วผมดันทำเหี้ยไว้เยอะ  จนส่งผลให้ชาติพยายามทำอะไรให้บั้นปลายชีวิตก็ไม่ขึ้น
แล้วผมจะทำตัวยังไงดีวะ
ผมควรจะจัดการกับสิ่งที่ฟ้าลิขิตทุกอย่างมาแล้วยังไง
ผมต้องทำดีแล้วเพื่อให้สบายในชาติหน้าใช่ไหม
แล้วถ้าผมพยายามจะทำดี แต่ผลออกมาแม่งดันแย่ เกิดหายนะ พินาศ
องค์เทพ พระพุทธเจ้า หรือตามหลักธรรมมะ เขาจะตีกรรมนี้เป็นกรรมดีหรือกรรมเลววะ
แล้วถ้าผมทำดีกับใครหลายๆคน แต่ดันไปมีปัญหากับคนๆนึงที่มันมีของแรงๆ
แล้วชีวิตผมเกิดความฉิบหายถ่ายเดียว งี้ผมไม่ซวยแย่หรอครับเนี่ย

ผมคิดจนสิวเต็มหน้า แต่เหมือนคำตอบมันกลับยิ่งลึกลับขึ้นเรื่อยๆ
ลึกลับจนผมรู้สึกว่า น่าเอาเวลาไปคุยกับหมาคงจะดีกว่า



ปล. เอ๊ะ คิดอย่างนี้จะบาปจนส่งผลไปชาติหน้ารึเปล่า