ผมพบข่าวผ่านๆทางโทรทัศน์ ใจความว่ายอดขายรถในเมืองจีนเดือนตุลาฯพุ่งกระฉูดเป็นล้่านกว่าคัน ด้วยตัวเลขยอดขายอะไรสักอย่างที่เกี่ยวกับ ๗๒% (ขออภัยครับที่บล๊อกนี้แม่งไม่เคยมีความชัดเจนอะไรเลย)
ผมฟังปุ๊ป คำถามก็ผุดขึ้นมาในหัวพรึ่บๆๆ
รถมันคนนึงใช้ขับได้เป็นสิบปีไม่ใช่หรอวะ ?
ราคาก็แพงไม่ใช่เหรอวะ ?
แถมนั่งได้ตั้งหลายคนไม่ใช่เหรอวะ ?
น้ำมันก็แพงด้วยไม่ใช่เหรอวะ
แล้วนี่ซื้อไปสร้างกำแพงเมืองจีนเพิ่มกันเหรอวะ ?
ผมถือว่านี่เป็นความจริงของโลกที่ลักลั่นมากพอๆกับที่มีคนสร้างหนัง 2012 ขึ้นมา ใส่สเปเชียลเอฟเฟค ผนวกกับการเล่าเรื่องอย่างมีชั้นเชิงเรียกความบันเทิงสุดชีวิตในแบฉบับของฮอลลีวู้ด แล้วบอกว่าพวกกูทำหนังเรื่องนี้เพื่อให้มนุษย์ตระหนักถึงการกระทำของตัวเองและหายนะของโลก
เหตุการณ์เช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นที่เมืองจีนเท่านั้น ที่ไทยก็มี และผมกำลังจะเขียนเรื่องของกลุ่มคนรุ่นผมที่อยากได้รถแล้วขอตังค์พ่อแม่
[ขอรายงานตัวสักเล็กน้อยว่าขณะนี้ผมมีอายุ ๑๙ ปี อันเป็นช่วงอยู่ในวัยที่มือยังไม่สิ้นการขอตังค์พ่อแม่]
ผมรู้สึกๆพิลึกจริงๆให้ดิ้นตายกับการขอตังค์พ่อแม่เพื่อซื้อรถ
มันไม่ใช่แค่เรื่องเปลืองเงินเปลืองทองอะไรหรอกนะครับ นั่นก็ส่วนหนึ่งแหละ เพราะราคารถมันเหนือกว่าราคาโมเดลโปเกมอนที่ตอนเด็กๆเราเคยขอไม่รู้กี่เท่า แต่เรื่องที่ผมรู้สึกข้องมากคือความคิดของคนที่ขอ และคนที่ให้ เพราะสามัญสำนึกผมแม่งบอกว่า ไอ้เรื่องรถเรื่องบ้านอันเป็นทรัพย์สมบัติส่วนตัวในระดับบิ๊กเบิ้มเนี่ย มันควรจะเก็บตังค์ซื้อเองไม่ใช่เหรอวะ (เอ๊ะ หรือว่ากูรู้สึกไปคนเดียว)
ป่าป๊าหม่าม้าที่ซื้อให้ก็เหมือนกัน ทำไมถึงเอาใจได้ขนาดนั้น ไม่คิดเหรอว่าถ้าให้ลูกซื้อด้วยตัวเองจะเป็นการดีกว่า ลูกเขาจะได้ภาคภูมิใจกับรถของตัวเอง
บางคนอาจจะบอกว่ามหาลัยมันไกล นั่งรถเหนื่อย
ผมก็อยากจะบอกว่า ก็อดทนสิวะ
เพราะเรื่องรถมันไม่ใช่เรื่องจิ๊บๆ(แม่ผมเองยังบอกเลยว่าซื้อรถมันยุ่งยากกว่าซื้อบ้านซะอีก) มันไม่ใช่แค่ซื้อมา ขับไปมหาลัย ขับกลับ สะดวก แอร์เย็น
แต่มันหมายถึงเงินพ่อเงินแม่ ซื้อประกัน ดูแล ค่าน้ำมัน เปลืองทรัพยากรโลก และมลภาวะ
บางคนอาจจะบอกว่ามันจำเป็น เพราะหนึ่งในคัมภีร์เคล็ดวิชาแห่งการเกี้ยวสาว ได้บัญญัติกฎเหล็กที่จะทำให้เกี้ยวสำเร็จไว้สามข้อ นั่นคือ ๑. มีคารม ๒. มีเงิน และ ๓. มีรถ
(ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมกูไม่เกี้ยวไม่สำเร็จสักที)
เพราะรถมันเป็นเรื่องของการบอกฐานะ มันเป็นเรื่องของรสนิยม ความเท่ จ๊าบ คูล และอะไรเทือกๆนั้น
ผมยอมรับว่าการมีรถหรู แล้วขับไปรับไปส่งสาวได้แม่งคูลจริงๆ
แต่ถ้าเป็นรถที่มาจากน้ำพักน้ำแรงคนอื่น แม่งไม่คูลเลยสักนิด
เหตุผลการซื้อรถของคนไทยอาจจะต่างจากคนจีน(นักศึกษาจีนอาจจะเก็บตังค์ซื้อเอง) แต่จุดที่ผมเห็นว่าเหมือน และสำคัญที่สุด คือการควักตังค์ที่ง่ายเกินไป(ผมคิดอย่่างนี้ อาจจะเป็นเพราะผมเชื่อมาตลอดว่า รถ เป็นสินค้าที่ไม่ควรจะขายดี และไม่ควรจะมียอดขายที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ ธุรกิจเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ อย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้)
ผมพอใจเข้าใจคนซื้อรถในระดับหนึ่ง มันน่าจะคล้าย ๆ กับที่ผมซื้อหนังสือมาเยอะแยะ ซื้อมาก็ไม่ได้อ่าน แต่เสือกซื้อเพิ่ม ซื้อมาตุน ด้วยความคิดที่ว่าต้องมีสักวันแหละวะที่จะได้อ่าน
ยอมรับว่าเป็นอุปนิสัยที่สิ้นเปลืองบัดซบ และผมก็หงุดหงิดตัวเองจนทุกวันนี้แทบจะเลิกซื้อหนังสือไปแล้ว(แต่ที่ตุนไว้จากหลายปีก่อนก็ยังไม่ได้อ่านอีกบาน)
ผมพอจะโทษเศรษฐกิจทุนนิยมได้ไหมวะ
การผลิตสินค้าที่ดีกว่า เท่กว่า เจ๋งกว่า ออกมาสม่ำเสมอ การโฆษณาอย่างมีประสิทธิภาพ การตลาดอันสุดยอด
ผมควรจะโทษมันใช่หรือเปล่า
หรือว่าผมควรโทษความอยากได้ของตัวเอง