ผมอายุใกล้จะสิบเก้าปีแล้วครับ ผมกำลังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยปีหนึ่ง ร่างกายกำลังหยุดสูง หนวดเคราก็เริ่มขึ้นอย่างพลุ่งพล่านตามวันเวลาที่ขี้เกียจโกน และหน้าตาผมเถื่อน เสียงผมแก่พอที่จะทำให้คนที่มีอายุมากกว่าไหว้ผม
จำได้ว่าตอนผมอยู่ ม.๑ ผมรู้สึกว่าพี่ชายผมที่เรียนอยู่ปี ๑ แม่งโคตรจะเป็นผู้ใหญ่เลยว่ะ เหมือนมหาวิทยาลัยเป็นอีกดินแดนหนึ่งที่อยู่ไกลคนละฟากฟ้าในความรู้สึก
ครั้นพอวัยตัวเองดำเนินมาจนถึงตอนนี้ ผมกลับรู้สึกว่าตัวเองโคตรจะเด็กน้อย แค่ันั้นไม่พอ ผมรู้สึกว่าเพื่อนๆผมทุกคนก็เด็กน้อยไม่ต่างไป
ในทุกวันนี้เรายังคงทำตัวงี่เง่า เรายังไม่รู้ว่าเรื่องอะไรที่ควรจะรับผิดชอบ
เรียกว่ารู้ แต่ไม่สนใจมากกว่า
ซึ่งมันเป็นเรื่องแปลกเหมือนกัน (ถ้าไม่แปลกก็คงไม่เขียน)
ผมใช้ชีวิตมาจนอายุสิบเก้า เพื่อที่จะรู้ึสึกว่าตัวเองไม่ได้เติบโตไปไหน
มันเป็นความพิลึกพิลั่นที่ผมและเพื่อนๆต่างรู้สึกเหมือนๆกันตอนที่รู้ว่าสาวๆวงเกิร์ลเจเนอเรชั่นมีอายุอานามเท่าๆพวกเรา(และมันจะน่าตกใจยิ่งขึ้นเมื่อคิดได้ว่าพวกเธออายุน้อยกว่าพี่สาวผม) ตอนที่รู้ว่าวอคอท(เขียนอย่างนี้รึเปล่าครับ)อายุเท่าเรา และติดทีมชาติอังกฤษตั้งแต่อายุสิบหก และตอนที่รู้ว่า สิงโต เดอะสตาร์เป็นน้องเรา
เออ มันแปลกๆ
ไม่ใช่ความรู้สึกอะไรประมาณว่า "คนพวกนี้อายุแค่นี้ แต่ประสบความสำเร็จในชีวิตล้นหลาม แล้วเราล่ะ!! พวกเรากำลังทำอะไรกันอยู่!!" หรอกนะครับ (เราไม่ได้มีจิตวิญญาณของนักสู้ขนาดนั้น)
แต่เป็นความรู้สึกของเด็กผู้เคยเฝ้ามองรายการโทรทัศน์ที่ตลอดมาเราเห็นแต่ดาราที่แก่กว่าเรา สาวสวยหุ่นเช้งเต้นเก่งที่แก่กว่าเรา และนักฟุตบอลที่แก่กว่าเรา
มาวันหนึ่ง - - โดยที่ไม่รู้ตัว เราก็แก่กว่าเค้าซะแล้วว่ะ
ก็ว่ากันไปในเรื่องของอายุ เพราะเอาเข้าจริง ทั้งอุปนิสัย ความคิด ความรับผิดชอบ และทั้งหมดทั้งมวลที่เป็นตัวเรานั้น ก็ไม่ค่อยจะเฉียดใกล้เข้าไปในสิ่งที่เรียกว่าความเป็นผู้ใหญ่นัก
ยังมีคนอายุสิบเก้าบางคนที่อารมณ์เปลี่ยว ว่างๆก็เอารถคนอื่นไปขับรถเล่นจนดึกจนดื่นถึงต่างจังหวัด แล้วบอกกับคนอื่นว่าไม่ต้องเป็นห่วง
(เหมือนผมตอนอยู่ประถมที่เคยมีอารมณ์เปลี่ยวเช่นนั้น แต่ผมก็ทำได้แค่เดินไปเรื่อยๆคนเดียวในความมืด โดยไม่สนใจว่าใครจะเป็นห่วง
มันเป็นความงี่เง่าแบบเด็กๆที่พอเราอายุมากขึ้น เราก็เริ่มมีสิทธิ์ทำเรื่องงี่เง่าแบบนั้นได้ในเสกลที่ใหญ่ขึ้น)
คนอายุสิบเก้าบางคนที่ยังทะเลาะกับแฟนด้วยเรื่องโคตรจิ้มขี้
(มันทำให้ผมนึกถึงรักง้องแง้งสมัยมัธยม ซึ่งเป็นบทเรียนอันล้ำค่าว่าการใช้ความรู้สึกนำทางมันไม่เวิร์กกับทุกเรื่องหรอก โดยเฉพาะกับเรื่องของคนสองคน)
ผมเพิ่งได้คุยโทรศัพท์กับเพื่อนสาวคนหนึ่งถึงเรื่องรักๆใคร่ๆ มันบ่นว่าทุกวันนี้มันเอาแต่อ่านหนังสือจนเนิร์ดมากไปแล้ว วูบหนึ่งมันรู้สึกอยากมีแฟน
ผมบอกว่า มีไปสิวะ กูสนับสนุนสุดใจขาดดิ้น
มันบอกกับผมว่า มันไม่ง่ายอย่างนั้น เพราะรักมหาลัยไม่เหมือนสมัยมัธยมแล้วนะ พวกเราได้ก้าวข้ามมาถึงจุดที่จะกลายเป็นผู้ใหญ่แล้ว เพราะงั้น ก็จะเป็นแฟนกับใครสักคน เราควรจะมองไปถึงขั้นว่า ถ้าเราคบกับคนๆนี้ และเราแต่งงานไป เราจะอยู่กับเค้าได้อย่างมีความสุขไหม
ผมฟังแล้วก็เพิ่งมารู้สึกตัว นี่กูอยู่ในวัยที่แต่งงานได้แล้วนี่หว่า
หนำซ้ำ คู่แต่งงานหลายๆคู่ก็เริ่มจากเป็นแฟนกันในมหาลัยนี่หว่า
ตกลงเวลากูจะไปจีบใคร กูควรจะคิดว่าเค้าอยู่กินกับกูได้รึเปล่าใช่ไหม แล้วถ้ากูอยากเป็นนักวาดการ์ตูนขึ้นมาแล้วแม่งจนโคตรๆจนเลี้ยงเมียคนไหนไม่ได้ กูก็ไม่ควรจะจีบใครเลยใช่ไหม นี่ยังไม่พูดนิสัยสารเลวสารพัดกูมีเลยนะ สรุปคือกูต้องไปหาผู้หญิงที่มีจิตใจอดทนและทำงานเลี้ยงตัวเองได้(และพอจะอุ้มชูกูได้ในยามที่ไม่มีไฟเขียนการ์ตูน)ใช่ไหม
ผมก็ถามตัวเองไป ก่อนจะจบด้วยคำตอบที่ว่า มันเป็นเรื่องของอนาคต
และแม้ว่าอนาคตตอนนี้จะไม่ได้อยู่ไกลโพ้นเหมือนก่อน แต่ถ้าไปคิดถึงมันมาก ไปคาดหวังมันมาก ก็เป็นไม่ได้ทำอะไรในปัจจุบันพอดี
ปล. ขอจบดื้อๆตรงนี้ เพราะความคิดแวบมาแค่นี้
edit @ 21 Sep 2009 22:03:16 by บ้าเปล่า
อย่าเพิ่งเซ็งเป็ดนะจ๊ะ