2010/Nov/10


ชาวนาสัญชาติญีุ่ปุ่นนาม ฟูกูโอกะ เรียนรู้ที่จะทำการเกษตรแบบ ' ไม่กระทำ ' 
นั่นคือ เวลาเขาปลูกข้าว เขาจะพยายามที่จะเข้าไปจุ้นพวกพืชพรรณและดินในไร่เขาให้น้อยที่สุด
เป็นต้นว่าจะไม่ไถพรวนดิน ไม่ใส่ปุ๋ยเคมี แล้วให้มันงอกงามตามธรรมชาติของมัน

หลังจากฟังความคิดของฟูกูโอกะ 
ศิลปะของการ ' ไม่กระทำ ' ของเขาก็เริ่มจะงอกในใจผมเหมือนกัน
(ด้วยความที่มันสอดคล้องกับความขี้เกียจผมด้วยแหละ)

---

เพื่อนผมหลายๆคนเล่นเกมดอทเอทั้งวันทั้งคืนด้วยเหตุผลง่ายๆว่า ไม่มีอะไรทำ
ซึ่งนี่เป็นช่วงเวลาที่เราทุกคนต่างเคยประสบพบเจอกันมาทั้งนั้น
เรารู้ตัวดีว่าการเอาเวลาเหล่านั้นไปขัดส้วม หรือกวาดบ้านย่อมก่อประโยชน์มากกว่า

หากแต่การใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์มันไม่สำคัญ
การใช้เวลาว่างให้มันส์โคตรๆ(อย่างเล่นเกม)สำคัญกว่าเป็นไหนๆ

เมื่อไม่นานมานี้ เพื่อนผมคนหนึ่งที่เป็นเด็กกิจกรรมที่งานยุ่งตลอดจู่ๆเกิดปัญหาชีวิตขึ้นมาหลังจากงานทุกงานของมันเสร็จสิ้นแล้ว
นั้นคือมันว่าง และเล่นดอทเอไม่เป็น

ด้วยเหตุนี้ มันจึงใช้เวลากับการเล่นคอมอ่านข่าวไปเรื่อยๆ แต่เจอข่าวการเมืองก็เซ็ง ทอดถอนใจ
ครั้นพอมาเปิดทีวีดูบอลไทยก็หงุดหงิดที่นักเตะเล่นไม่ได้ดั่งใจ
สุดท้ายมันก็นอนเกาไข่ดูทีวีแบบเปลี่ยนช่องไปเรื่อยๆ
ก่อนจะสรุปความรู้สึกในตอนนั้นว่า เบื่อ

และ 'การหาอะไรทำ' กลายเป็นประเด็นขึ้นมาก
ผมกับเพื่อนอีกคนหนึ่งพยายามเสนอทางเลือกต่างๆให้มัน
อย่างเช่น ฝึกเล่นดอทเอ ฝึกกีตาร์ ดูหนังโป๊ หรืออ่านหนังสือ
แต่ดูท่าเจ้าตัวจะไม่พอใจสักทางเลือก จึงปลีกตัวไปดวลวินนิ่งกับเพื่อนอีกห้อง

ผมเลยมาคิดดูว่าทำไมการที่คนเราเบื่อไม่มีอะไรทำ ถึงมาเป็นประเด็นใหญ่ในชีวิตได้วะ?
ฟูกูโอกะเอง บอกว่ามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตเดียวในโลกที่ทำงาน
ผมเข้าใจว่างานเป็นสิ่งสมมุติที่เราสร้างขึ้นมาเอง เราเหนื่อยกับสิ่งสมมุตินั้น เราทุ่มเทเป็นบ้า และเราก็ภูมิใจกับมันเอง
คิดเอง ทำเอง ยุ่งเอง เครียดเอง เออเอง

และโลกยุคปัจจุบัน คือยุคที่เราซูฮดกคนทำงานหนักและความรวย(ซึ่งเงินเราก็สมมุติขึ้นมา)

ผมเลยถามเพื่อนที่เบื่อๆเซ็งๆผู้นั้นว่า

ทำไมคนเราต้องหาอะไรทำ ทำไมเราไม่เรียนรู้ที่จะอยู่เฉยๆ

หรือต่อให้เราจะทำอะไรสักอย่าง ทำไมเราถึงไม่เป็นเหมือนตอนเราเด็กๆ
ตอนเด็กที่เราไม่เห็นจะมีกิจกรรมหำเหวอะไรสักอย่าง
แต่เราก็หาอะไรเล่นได้มันทุกเวลา จนโตมาโดยไม่เบื่อตายไปก่อน

คำถามนี้ สำหรับผม มันพูดถึงศิลปะการใช้ชีวิตโดยตรง
ความสุขในวัยเด็กจึงเป็นการสะท้อนตัวเราเองในตอนนี้ว่า

เราโตขึ้น เราเข้มแข็ง เราแกร่งขึ้นในหลายๆด้าน
ขณะเดียวกันเรากลับอ่อนแอลงในด้านที่สำคัญที่สุด



Comment

Comment:

Tweet


รู้สึกเหมือนผมตามหา entry นี้มานานยังไงก็ไม่รู้ครับ confused smile

ผมเป็นคนหนึ่งที่เบื่อชีวิตที่แสนเร่งรีบในเมือง ทุกวันนี้พยายามปลีกตัวมาอยู่แบบ "พอเพียง" และทำอะไรให้ช้าลง และน้อยลง โดยทำตัวไม่แยแสกับเงินทอง หน้าตา และวัตถุ

ขออนุญาตนอกเรื่องนิด แต่ผมขออนุญาตแนะนำหนังสือให้เล่มหนึ่ง ที่คิดว่า จขบ. น่าจะชอบ เป็นของ สนพ. a book ชื่อ "การลาออกครั้งสุดท้าย" เขียนโดย พี่ใบพัด ครับ

ขออนุญาตปาดราก้อนบอลให้เจ็ดดวง confused smile ฟิ้วๆๆๆ
Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!
#9 by คนธรรพ์ At 2011-05-14 23:25,
เจ๋งๆชอบอยากอยู่เฉยจิบน้ำสบายๆbig smile
#8 by juney At 2010-12-23 07:20,
กว่าจะกลับไปรู้วิธีการอยู่เฉยอีกที
คงต้องรอให้เราเลิกวิ่งบนกงล้อของสังคมเสียก่อน

รอให้วัยมันผ่านไป
#7 by ร. At 2010-11-26 00:29,
อยากเกิดยุคหิน
อาจจะเข้าถึงความเป็นชีวิตได้มากกว่านี้
#6 by bloodzrose (110.164.166.60) At 2010-11-15 15:53,
ตอบ #2
(จะกลับมาอ่านไหมหนอ)

ขออภัยด้วย ผมอาจจะเขียนไม่ชัดเจน

ศิลปะการไม่กระทำ ไม่ใช่หมายถึงไม่ทำอะไรเลยครับ
หากแต่เป็นการเลือกที่ลดทอนสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไป(ด้วยการไม่ทำ) แทนที่การเพิ่มอะไรต่างๆที่คิดว่าดีเข้าไป

ถ้าให้เปรียบเทียบมันก็เหมือนงานศิลปะของญี่ปุ่นที่เน้นการใช้พื้นที่ว่างน่ะครับ
#5 by บ้าเปล่า At 2010-11-11 16:22,
Hot! Hot! Hot! Hot!
ทำมาหากินไง
#4 by momoocha At 2010-11-11 12:09,
ผมไม่เคยเบื่อเพราะไม่มีอะไรทำ มีแต่เบื่อเพราะต้องทำ
จริงๆเวลาคนมันไม่มีอะไรทำแล้วบ่นเบื่อน่ะ มันไม่จริงหรอก

มันเบื่อเพราะมันมีอะไรที่อยากทำแต่ทำไม่ได้ต่างหาก
#3 by 609 At 2010-11-11 00:16,
ลืมตาเกิดมาก็เรียนรู้จากการกระทำทั้งสิ้น หากลองใช้ศิลประการไม่กระทำดู มันจะไม่วุ่นวายในใจเร้อ?embarrassed
ถือว่าน่าคิด ในเต๋าเองก็บอกถึงการกระทำด้วยการไม่กระทำด้วยนะ

สรุปแล้วงานคืออะไรกันแน่

เรียนรู้การไม่กระทำเองก็มีคุณค่าพอๆกับการเรียนรู้การกระทำ

ผมชอบสองบรรทัดสุดท้ายมากเลยนะ