นี่เป็นงานชีวประวัติการเขียนที่ผมเขียนส่งไปประกวดกับโครงการอะไรสักอย่างของ TCDC
ผมเขียนเสร็จในคืนเดียวโดยไร้การกลั่นกรอง มันผ่านเข้ารอบสอง(เดาว่าผ่านหมดทุกเรื่อง) แต่ไม่ได้ลุยต่อ เพราะรู้สึกว่ากูไม่ได้ชอบงานชีวประวัติขนาดนั้น
และถ้าชีวิตนี้ผมจะเขียนงานชีวประวัติขึ้นมาสักเล่ม(เดาว่าคงไม่ได้เขียน) ผมว่าผมเขียนได้เพียงคนเดียว
ไม่ใช่ตัวเองนะครับ แต่เป็นคนนี้แหละ
พ่อ
๑
พ่อตื่นขึ้นมาด้วยอาการงัวเงียผมเผ้ากระเซาะกระเซิงเผยให้เห็นบริเวณหน้าผากที่ยุบลงไปผิกปกติ เดินไปแกะซองมาม่าเทน้ำ เอาเข้าไมโครเวฟ เดินกลับเข้าไปอาบน้ำครู่หนึ่ง ก่อนจะออกมาโดยใส่เชิ้ตแขนสั้นกางเกงขายาว และรัดเข็มขัดฟิตพุง เรียกว่าเต็มยศพร้อมออกจากบ้าน พ่อเดินอาดๆมาโซ้ยเส้นมาม่าที่เริ่มอืดพอง
ผมมองนาฬิกา
ขณะนั้นเวลาตีหนึ่ง...
๒
แม่เคยบอกว่าชีวิตพ่อสบายแต่เล็ก พ่อเกิดในครอบครัวคนจีนที่มีลูกมากเนื่องจากเป็นลูกชายคนท้ายๆของบ้าน จึงได้รับการเอาอกเอาใจและไม่เคยได้ปัดกวาดเช็ดถูบ้านแบบคนอื่นเขา
พ่อเป็นคนฉลาด และใฝ่เรียนมากนอกจากจะสามารถจบวิศวะบางมดที่ว่ายากมหันต์ด้วยเกียรตินิยมอันดับ ๒ แล้ว พ่อยังหมั่นอ่านหนังสือหนังหาศึกษาเรื่องบ้านด้วยตัวเองจนวาดแปลนเองได้เรียนรู้เรื่องคอมพิวเตอร์จนสอนใครต่อใครให้เป็นช่างซ่อมคอมได้
พ่อพบรักกับแม่ตอนอยู่มหาวิทยาลัยใช้เวลาจีบอยู่นานท่ามกลางคู่แข่งมากมาย พ่อกุมหัวใจแม่แต่เรื่องราวไม่ง่ายขนาดนั้น เมื่อพ่อต้องต่อสู้กับว่าที่พ่อตา และต้องบินไปลิเบียเพื่อทำงานเก็บเงินเป็นค่าสินสอดและในที่สุดทั้งคู่ก็ได้แต่งงานกัน
พ่อตาเสนอให้พ่อและแม่ลาออกจากงานในกรุงเทพฯมาลงทุนเปิดร้านทองในอำเภอปากช่อง(ซึ่งเป็นบ้านเกิดของแม่)เพราะธุรกิจร้านทองที่นั่นกำลังรุ่งโรจน์โชดช่วงชัชวาล อีกทั้งพ่อกับแม่จะได้อาศัยใต้ชายคาเดียวกันเสียทีไม่ต้องแยกกันอยู่แบบตอนทำงานในกรุงเทพ
ผมไม่รู้ว่าพ่อใช้เวลาในการตัดสินใจนานแค่ไหนแต่ท้ายสุด พ่อก็เลือกทิ้งงานวิศวกรที่พ่อรัก เบนเข็มชีวิตไปตั้งรกรากชีวิตที่ปากช่อง
ชาวปากช่องสมัยนั้นส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำไร่ทำสวนหรือไม่ก็ธุรกิจค้าขายทั้งหลายที่ดูแล้วไม่น่าจะร่ำรวยอะไร แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือธุรกิจร้านทองของพ่อและแม่ดำเนินไปได้ด้วยดีดังคาดทุกประการผ่านมาสิบกว่าปีทั้งคู่มีลูกสามคน มีเงิน มีบ้าน มีรถ มีหนี้(ซึ่งเอ่อ...ถ้าเอาทองในร้านทั้งหมดไปขายก็น่าจะชดใช้ได้หมด) ในขณะที่ชีวิตรักทั้งคู่เริ่มสั่นคลอนและอ่อนแอตามกาลเวลา
๓
พ่อชอบดื่มเบียร์มากและไม่ใช่การดื่มแบบสังสรรค์ หากแต่เป็นนั่งดื่มแบบสงบที่มุมโต๊ะอาหารเพียงลำพังในตอนกลางคืนไปเรื่อยๆกระทั่งเข้านอนด้วยค่าเฉลี่ย ๒ ลัง / อาทิตย์
“ไม่กินแล้วมันนอนไม่หลับ” พ่อบอกผมด้วยสีหน้ายิ้มแย้มเมื่อผมถามถึงสาเหตุที่กินเบียร์
เหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นเมื่อวันหนึ่งพ่อประสบอุบัติเหตุ
รถมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งพลาดท่าเข้ามาชนพ่อที่เดินอยู่ริมถนนล้มหัวกระแทกพื้นเกิดเลือดคั่งในสมอง และถูกส่งเข้าห้องไอซียูทันที
เวลาผ่านไป เมื่อออกมาจากโรงพยาบาลพ่อมีปัญหาทางสมอง ไม่สามารถเดินและขับถ่ายเองได้ แทบไม่พูดจากินน้อยจนตัวผอมกระหร่อง ต้องมีพยาบาลประจำตัวคอยดูแลพาเดินกายภาพบำบัดเช็ดอุจจาระและปัสสาวะ ป้อนข้าวป้อนน้ำอยู่ตลอดเวลา
นั่นเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของครอบครัวแม่ผมเสียใจและเครียดอย่างหนักในทุกๆด้านของปัญหาที่เกิดขึ้น และคิดว่าสาเหตุที่พ่อโดนรถมอเตอร์ไซค์ชนนั้นเป็นเพราะพ่อดื่มเบียร์มากเกินไปจนเมาค้างแม่จึงห้ามพ่อดื่มเบียร์โดยเด็ดขาด ในขณะที่ตัวเองก็เลิกดื่มโดยปริยาย
๔
หลังจากกายภาพบำบัดมากนานร่วม ๒ปี ผ่านการตรวจของแพทย์มาเป็นระยะๆ
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความยอดเยี่ยมของแพทย์หรือ ยาวิเศษตัวใด หลังการผ่าตัดสมองครั้งสุดท้าย พ่อกลับมาเดินแกว่งตีนได้ด้วยตัวเองเหมือนเดิมเข้าห้องน้ำจัดการธุระส่วนตัวได้เองเหมือนเดิม กินได้ทุกอย่างที่อยากกินเหมือนเดิมสิ่งที่เปลี่ยนไปมีเพียงคำพูดจาของพ่อ
พ่อพูดจาไม่ดีกับคนในครอบครัวทุกคนหยาบคาย ไม่รักษาน้ำใจ และสบถสม่ำเสมอแม่อธิบายให้ผมฟังว่าเป็นเพราะสมองส่วนหน้าที่ทำหน้าที่ควบคุมความยับยั้งชั่งใจของพ่อถูกทำลายไปแต่ถึงจะรู้สาเหตุ มันก็ยังเป็นเรื่องที่คนในครอบครัวยากจะทำใจ
เมื่อพ่อกลับไปใช้ชีวิตตามปกติทุกครั้งที่เฝ้าหน้าร้านทองพร้อมกับแม่ ทั้งคู่จะทะเลาะเบาะแว้งกันตลอดเวลา ซึ่งลำพังการที่แม่ต้องแบกรับภาระหัวหน้าครอบครัวจัดการเรื่องเงิน และปัญหาจิปาถะที่รายล้อมก็มากพออยู่แล้วเมื่อมาเจอกับวาจาของพ่อที่พร่ำทิ่มแทงใจทุกวัน มันเลยทำให้แม่หัวเสีย จิตตก บรรยากาศภายในบ้านจึงตึงเครียดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ทุกเช้า(ยกเว้นวันอาทิตย์)พ่อจะออกจากบ้านเดินไปเปิดร้านทองขณะเฝ้าร้าน ถ้าว่าง พ่อจะยืนด่าคนรู้จักทุกคนที่อยู่ในรัศมี เป็นเช่นนั้นจนกระทั่งเย็นก็ปิดร้านพ่อเดินกลับบ้าน มีความสุขกับการเลือกกินอาหารเย็น และแอบแม่กินเบียร์ตามวาระโอกาส
พ่อซื้อหนังสือไว้เยอะแต่ไม่เคยคิดจะอ่าน(“ซื้อมาจุดธูปขึ้นหิ้งว่ะ” พ่อว่างั้น )พ่อสิ้นความสามารถในการซ่อมคอมพิวเตอร์มีช่วงหนึ่งซื้อชอคโกแลตราคาแพงมาตุนไว้ที่บ้านและกินมันแบบระเบิดเถิดเทิงส่งผลให้พุงที่ฉุอยู่แล้วทวีไขมันมากขึ้นไปอีกพ่อกลายเป็นคนไม่ชอบอาบน้ำและนอนไม่หลับ หลายคืนเดินออกมาจากห้องกลางดึกเงียบๆและมีบางคืนที่ไม่กลับเข้าไปนอนอีกเลย
วันหนึ่งพ่อก็บอกกับแม่ว่ารู้สึกเสียใจที่ตัดสินใจทิ้งงานวิศวกรมาอยู่ที่นี่ และคุยโวว่าจะไปอยู่กรุงเทพฯเป็นอาจารย์สอนฟิสิกส์ หรือที่ปรึกษาอะไรสักอย่าง โดยพ่อจะเรียกเงินเดือนเขาครึ่งแสนพ่อพูดเช่นนั้นด้วยใบหน้าที่มีความหวัง ใบหน้าเหี่ยวย่นที่หน้าผากยุบลงไปผิดคนทั่วไปเพราะสมองส่วนหน้าได้ถูกทำลายจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนรอบข้างจะห้ามปรามพ่อ
อย่างไรก็ตามพ่อไม่เคยแม้แต่จะลองทำตามที่พูด และด้วยความคิดฝังใจเช่นนี้ ทำให้พ่อจมอยู่กับอดีตคิดว่าหากทำงานวิศวกรที่ตนรักต่อไป ป่านนี้ชีวิตคงรุ่งโรจน์ร่ำรวย มีความสุขไม่ต้องมาทำงานไปวันๆในถิ่นที่ไม่ใช่บ้านเกิดของตัวเอง ไม่มีทั้งญาติไม่มีทั้งเพื่อน แถมยังโดนผู้หญิงที่ได้ชื่อว่าเมียคอยห้ามโน่นห้ามนี่ตลอดเวลา
พ่อพูดกับแม่อยู่บ่อยๆว่าที่ชีวิตฉันเป็นอย่างนี้ก็เพราะเธอ
๕
ขณะนั้นเวลาตีหนึ่ง
พ่อสูบเส้นมาม่าเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อยพลางสายตาจ้องมาที่โทรทัศน์ที่ผมเปิดหนังดูอยู่
ชีวิต ๕๔ ปีของพ่อ ดำเนินผ่านทุกข์สุขล้มเหลวและสำเร็จมานานารูปแบบ ปัจจุบัน ถึงแม้สมองส่วนหน้าจะถูกทำลายถึงแม้จะยังต้องนอนห้องเดียวกับคนที่ไม่ได้รักแล้ว ถึงแม้จะคิดว่าชีวิตในปัจจุบันเป็นผลพวงมาจากการตัดสินใจที่ล้มเหลว
ระหว่างที่เราดูหนังด้วยกันผมได้ยินเสียงพ่อหัวเราะ
edit @ 8 Dec 2009 20:09:16 by บ้าเปล่า
edit @ 8 Dec 2009 20:10:02 by บ้าเปล่า